posted on 05 Mar 2009 01:23 by healthytips
ที่มา สนุกดอทคอม
edit @ 5 Mar 2009 01:25:55 by Opal
edit @ 5 Mar 2009 01:28:10 by Opal
posted on 05 Mar 2009 01:22 by healthytips
ขึ้นชื่อว่าพ่อแม่ ใครๆ ก็รักลูก อยากให้ลูกได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด ยิ่งผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับเด็ก ที่เติมคุณค่าทางโภชนาการนั่นนี่ก็ยิ่งได้รับความนิยมมาก ถึงขนาดมีการเติมสารอาหารบางชนิดเข้าไป เช่น DHA หลายๆ เท่าเกินกว่าของที่จำเป็น เพราะผู้ผลิตบอกว่าจะช่วยให้ลูกน้อยพัฒนาเร็ว ฉลาด และอื่นๆ อีกมากมาย แต่เอ....
อาหารที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์กับลูก เป็นประโยชน์จริงๆ หรือว่าการกระตุ้นเด็กมากเกินไปจะเป็นโทษต่อลูกกันแน่
ผศ. พญ. อรพรรณ โพชนุกูล กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตและผู้ช่วยเลขานุการ สมาคมโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “
การที่เด็กสัมผัสสารกระตุ้นชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปและติดต่อกันเป็นเวลานานมีโอกาสเป็นภูมิแพ้สูงกว่าเด็กทั่วไป สารกระตุ้นพวกนี้อาจมาจากอาหารที่มีสารบางชนิดในปริมาณมากเกินความจำเป็นที่รับประทานติดต่อกันนานๆ หรือสารอื่นๆ ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานผิดปกติได้เช่นกัน และนี่ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้สูงถึงร้อยละ 40 โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เด็กอายุ 1-10 ขวบเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง”
ผศ. พญ. อรพรรณ จึงแนะนำให้พ่อแม่ดูแลให้ลูกได้รับประทานอาหารอย่างหลากหลาย ครบ 5 หมู่ ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและการเจริญเติบโตให้ลูกแล้ว ยังลดโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ที่มีสาเหตุมาจากอาหารอีกด้วย รวมทั้งควรสังเกตว่าลูกมีอาการผิดปกติเมื่อรับประทานอาหารบางชนิด ในชีวิตประจำวันหรือไม่ หากสงสัยว่าลูกแพ้สารชนิดนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารชนิดนั้นเสีย
อาการภูมิแพ้จากการได้รับสารอาหารชนิดหนึ่งชนิดใดมากเกินไป จะแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน บางคนอาจจะมีผื่นแดงทั่วผิวหนัง บางคนอาจจะมีความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหลเรื้อรัง บางคนออกอาการในระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ขณะที่บางคนออกอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลม บางคนมีหลายอาการร่วมกัน นอกจากนี้ อาการภูมิแพ้จากอาหารแต่ละชนิดก็อาจแตกต่างกันไปอีกได้ ซึ่งพ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตอาการภูมิแพ้ของลูก เมื่อพบอาการที่น่าสงสัย ควรจดรายการอาหาร และปริมาณที่ให้ลูกรับประทานประจำ เพื่อปรึกษาแพทย์
เอาละ ถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ต้องหันกลับมาดูอย่างจริงจังแล้วว่า เราเลือกอะไรให้ลูก เกิดประโยชน์จริงหรือไม่ หรือว่าเกินความต้องการโดยเปล่าประโยชน์ รักลูก ก็ต้องรู้จักเลือก เพื่อให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดจริงไหม
ที่มา สนุกดอทคอม
posted on 05 Mar 2009 01:22 by healthytips
เพิ่งจะเลี้ยงฉลองปีใหม่ ผ่านไป เผลอแป๊บเดียว อ้าว! ตรุษจีนมาเยือนอีกแล้ว ทั้งสองเทศกาลต่างก็นำพาความสุขมาสู่หมู่ชน โดยเฉพาะคนชอบชิม ชอบกินอาหารอร่อยเลิศรสต่างก็อดใจไม่ไหว แม้ในใจอาจจะกังวลอยู่นิดๆ ว่ากินมากไปแล้วจะอ้วน
แต่ไม่ต้องห่วง เรามีเคล็ดลับอิ่มไม่อ้วนสวนกระแสเทศกาลงานเลี้ยงต่างๆ มาฝากกัน
ข้อแรก กินโปรตีนเยอะได้ แต่ไขมันต้องน้อย เพราะโปรตีนจะทำให้รู้สึกอิ่มนาน อย่างเนื้อไก่ก็ต้องเอาหนังออก ส่วนอาหารพวกแป้งและไข-มันให้กินได้แต่ต้องน้อยถึงน้อยที่สุด
ข้อสอง กินผักผลไม้ให้ หลากหลาย อันนี้ไม่ได้บอกให้กินแต่ผัก แต่มีคำแนะนำว่าให้กินผักและผลไม้หลายชนิดคละกันไปพร้อมอาหาร
เคล็ดลับข้อถัดมา ตักอาหารทีละน้อย อย่าตักจนล้นจานแล้วเสียดายทีหลัง
ข้อสี่ เริ่มต้นกินอาหารน้ำๆ ก่อน เพื่อให้กระเพาะรับอาหารหนักๆ ได้น้อยลง จะทำให้รู้สึกอิ่มและได้อรรถรสในการกินไปพร้อมกันโดยไม่ต้องกินมาก
ข้อห้า ควรพักยกระหว่างรับประทาน อย่าได้ใช้เวลากินติดกันนานรวดเดียว แต่เมื่อรู้สึกอิ่มแล้วให้รีบลุกจากโต๊ะแล้วชวนกันไปคุยที่อื่น ถ้าหิวแล้วค่อยกลับมาเริ่มใหม่ได้อีก
ข้อหก ถ้าเป็นงานเลี้ยงแบบที่เอาอาหารไปด้วย ควรนำอาหารไขมันต่ำติดตัวไป
ข้อเจ็ด ให้เพลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง แม้การเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงจะเป็นเรื่องยาก แต่ให้ท่องไว้ว่าไวน์หรือเบียร์หนึ่งแก้วใหญ่ ให้พลังงาน 200 แคลอรี ดังนั้นยิ่งดื่มมากยิ่งเพิ่มแคลอรีใส่ตัวมากขึ้น
ข้อแปด กินแล้วต้องออกกำลังกาย เรื่องนี้สำคัญมากขาดไม่ได้ โดยอาจหารูปแบบการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ในบ้าน เช่น หยอกล้อเล่นกับเด็ก หรือวิ่งไล่จับกันในบ้านก็เป็นการออกกำลังกายที่มีงานวิจัยรับรองว่าได้ผลดีเช่นกัน
ทั้งหมดนี้เป็นเคล็ดลับที่นำมาจากจดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับสร้างสุข เดือนมกราคม 2552 ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ด้วยหวังว่าจะทำให้อิ่มและไม่อ้วนสวนกระแสเทศกาลกันได้อย่างสบายใจ.
ที่มา สนุกดอทคอม